มาเลยเซียใช้กฎเหล็กเข้ม แม้ได้อนุญาตจากกงสุลเดินทางกลับยาก

นราธิวาส/ภาพ/ข่าว-นูอารีซ๊ะ ยะยือริ

มาเลยเซียใช้กฎเหล็กเข้ม แม้ได้อนุญาตจากกงสุลเดินทางกลับยาก

รายงานข่าวความเคลื่อนไหวกรณีแรงงานไทยที่ตกค้างอยู่ในรัฐต่างๆของประเทศมาเลเซีย ที่มีความประสงค์จะเดินทางกลับภูมิลำเนา โดยเฉพาะแรงงานไทยที่มีภูมิลำเนาอาศัยอยู่ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แจ้งว่า ล่าสุด นายเอกรัฐ หลีเส็น ผวจ.นราธิวาส ได้มีคำสั่งผ่อนปรนเป็นกรณีพิเศษ ให้เปิดด่านพรมแดนในวันนี้ เพื่อรับแรงงานไทย จำนวนกว่า 4,000 คน ที่ได้ผ่านการขออนุญาตจากสถานเอกอัครราชทูตไทยและสถานกงสุลไทย ในประเทศมาเลเซีย ที่ได้ผ่านการตรวจร่างกายคัดกรองโรคโควิด 19 จากคลีนิก 3 แห่ง ในกรุงกัวลาลัมเปอร์ สลังงอร์และยะโฮร์ จะแยกย้ายเดินทางกลับภูมิลำเนา โดยผ่านด่านพรมสุไหงโก-ลก เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาการลักลอบแฝงตัวเข้าประเทศตามตะเข็บแนวชายแดน ที่เสี่ยงต่อการแพร่เชื้อระบาดของไวรัสโคโรนา หรือ โควิด 19

และนอกจากนี้แล้วด่านพรมแดนเมืองรันตูปันยัง รัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย ซึ่งอยู่ตรงข้ามด่านพรมแดน อ.สุไหงโก-ลก ก็มีการผ่อนปรนเป็นกรณีพิเศษเช่นกัน โดยอนุญาตให้กับบุคคลสัญชาติมาเลเซียที่ตกค้างอยู่ในประเทศไทย ได้เดินทางผ่านพรมแดนเพื่อกลับภูมิลำเนาเช่นเดียวกัน และมีข้อกำหนดเหมือนกัน คือต้องผ่านการขออนุญาตจากสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลมาเลเซีย ในประเทศไทย และใบรับรองแพทย์ผ่านการคัดกรองโรคโควิด 19 จากสถานพยาบาลที่เชื่อถือได้มายืนยันต่อเจ้าหน้าที่ จึงจะอนุญาตให้เดินทางกลับเข้าประเทศ

และจากการเดินทางไปสังเกตการณ์ที่ด่านพรมแดน อ.สุไหงโก-ลก พบว่า ตั้งแต่ช่วงเช้าหลังจากด่านเปิดในเวลา06.00 น. นายมะยุรี เจะโซ๊ะ สาธารณสุข อ.สุไหงโก-ลก และนายนายเชาวลิต สิทธิฤทธิ์ ปลัด อ.สุไหงโก-ลก ได้ร่วมจัดเจ้าหน้าที่สาธารณสุข เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองและฝ่ายที่เกี่ยวข้อง สวมใส่ชุดป้องกันการติดเชื้อและหน้ากากอนามัย ในการอำนวยความสะดวกชาวไทยที่เดินทางกลับภูมิลำเนา ถึงขั้นตอนต่างๆในการคัดกรองตามกระบวนการเป็นรายบุคคลอย่างละเอียด พร้อมทั้งซักประวัติ เพื่อง่ายต่อการติดตามตัว หากบุคคลใดเกิดมีอาการป่วยจากการติดเชื้อของไวรัสโคโรนา หรือ โควิด 19 ในภายหลัง ที่ต้องใช้จิตสำนึกในการกักตัวเองเพื่อดูอาการ 14 วัน ที่บ้านพัก ซึ่งในวันนี้พบว่าจากจำนวนคนไทยกว่า 4,000 คน ที่แจ้งความประสงค์ผ่านสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลไทย ในประเทศมาเลเซีย ที่อาศัยอยู่ในรัฐต่างๆทยอยเดินทางผ่านทางด่านพรมแดนสุไหงโก-ลก ในช่วงเวลา 15.00 น. เพียง 12 คน เท่านั้น ตามรายชื่อที่ทางเจ้าหน้าที่กงสุลไทยได้ส่งรายชื่อมายังเจ้าหน้าที่ด่านพรมแดน อ.สุไหงโก-ลก และคนสัญชาติมาเลเซียเดินทางผ่านพรมแดน อ.สุไหงโก-ลก เพื่อกลับภูมิลำเนา เพียง 4 คน ส่วนที่คนไทยในจำนวน 4,000 คน ที่เหลือคาดว่าจะทยอยเดินทางผ่านด่านพรมแดน อ.สุไหงโก-ลก ในวันถัดไป

ด้านนายมูซอ เจ๊ะแล 1 ในจำนวน 12 คนไทย ที่เดินทางกลับภูมิลำเนาโดยผ่านพรมแดน อ.สุไหงโก-ลก กล่าวว่า ประเทศมาเลเซียมีความเข้มงวดมาก โดยไม่อนุญาตให้ชาวมาลเซียขับขี่ยานพาหนะทุกชนิดผ่านไปมาบนท้องถนน ยกเว้นรถยนต์ของเจ้าหน้าที่และส่วนราชการ โดยจะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารตั้งจุดตรวจ เพื่อตรวจสอบบุคคลและยานพาหนะที่ขับขี่ผ่านไปมาบนท้องถนนทุกๆระยะทาง 10 ก.ม. และเมื่อตนได้นำหลักฐานต่างๆเดินทางไปแสดงความจำนงต่อเจ้าหน้าที่กงสุลเป็นที่เรียบร้อย เพื่อเดินทางกลับประเทศไทย ก็ไม่สามารถที่จะหารถยนต์เดินทางมายังด่านพรมแดน อ.สุไหงโก-ลก เนื่องจากชาวมาเลเซียที่มีรถยนต์โดยสารรับจ้างและรถยนต์ส่วนตัว ให้เหตุผลว่าจะถูกเจ้าหน้าที่ประจำจุดตรวจจับกุม จนต้องให้เจ้าหน้าที่กงสุลเป็นผู้ติดต่อและให้การรับรองกับเจ้าหน้าที่ที่ตั้งจุดตรวจต่างๆ ตนจึงเดินทางมายังด่านพรมแดน อ.สุไหงโก-ลก เพื่อกลับภูมิลำเนาได้ตามความประสงค์ในครั้งนี้ได้ จึงถือว่าเป็นอุปสรรคกับคนไทยส่วนที่เหลือ ที่มีความประสงค์จะเดินทางกลับภูมิลำเนาในครั้งนี้เป็นอย่างมาก ซึ่งอาจจะต้องรวมตัวกันเหมารถยนต์เป็นหมู่คณะ เพื่อให้เจ้าหน้าที่กงสุลให้การรับรองเช่นเดียวกับตน จึงสามารถเดินทางมายังด่านพรมแดน อ.สุไหงโก-ลก

Tiger Post
%d bloggers like this: